ครีมกันแดดที่ดีต้องมีคุณสมบัติปกป้องผิวทั้งจากแสงแดดและแสงสีฟ้า

คนไทยนี้ขึ้นชื่อเรื่องความกลัวแดดเป็นอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเลยก็ว่าได้ เพราะอากาศบ้านเรามีทีท่าว่าจะร้อนขึ้นทุกวันๆ เวลาออกจากบ้าน เราไม่ใช่แค่ต้องผจญกับความร้อนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องเจอกับรังสียูวีจากแสงแดดที่คอยทำร้ายผิวเราอีก ซึ่งแสงแดดนี้ก็มีทั้ง UVA และ UVB แม้ชื่อจะดูคล้ายกันแต่ก็มีพิษสงที่ต่างกันไปบ้าง โดย UVA สามารถทะลุผ่านถึงผิวชั้นกลางจนทิ้งฝ้าและริ้วรอยไว้บนตัวเรา ส่วน UVB กระทบผิวชั้นนอกทำให้มีผิวเกรียมแดดและอาจกลายเป็นต้นเหตุของมะเร็งผิวหนังได้
 

richiesunscreen_wesite01.jpg

 

ครีมกันแดดจึงเป็นตัวช่วยที่สำคัญ โดยเฉพาะกับคนไทย ที่ทั้งกลัวแดด กลัวดำ และกลัวผิวหมองคล้ำ เพราะครีมกันแดดจะคอยทำหน้าที่ปกป้องผิวจากการทำร้ายของแสงแดด ทั้งในรูปแบบการดูดซับหรือสะท้อนรังสียูวี เพื่อปกป้องผิวพรรณจนถึงผิวชั้นที่อยู่ลึกลงไป แต่ด้วยคุณสมบัติที่ว่ามานี้อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไปกับไลฟ์สไตล์ของเราในปัจจุบัน แม้เราจะเลี่ยงการเผชิญแสงแดดได้บ้าง แต่เราไม่อาจห่างจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก อย่างโทรทัศน์ แท็บเล็ต หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ทโฟนได้เลย แถมส่วนใหญ่เราก็ใช้เวลาอยู่กับมันไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมงด้วยซ้ำ

richiesunscreen_wesite02.jpg

 

อุปกรณ์เหล่านี้จะปล่อยแสงสีฟ้าออกมา ซึ่งในวงการสกินแคร์ถือว่าแสงสีฟ้าเป็นมลพิษใหม่เลยทีเดียว งานวิจัยจาก Estee Lauder บอกว่าแสงสีฟ้าจะไปรบกวนวงจรนาฬิการ่างกายเราจนทำให้ผิวทำงานผิดปกติ กระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติที่เคยมีก็อาจจะรวนไป จนก่อความเสียหายทำให้ผิวแลดูร่วงโรยก่อนวัย นอกจากนี้ งานวิจัยในปี 2014 ยังพบอีกด้วยว่าแสงสีฟ้าสามารถกระตุ้นให้ผิวอักเสบและเกิดจุดด่างดำได้

ครีมกันแดดที่สามารถปกป้องผิวได้จากทั้งรังสียูวีและแสงสีฟ้าจึงกลายเป็นเทรนด์ครีมกันแดดที่กำลังมาแรงในต่างประเทศ หลายแบรนด์พยายามอย่างหนักเพื่อให้การใช้ชีวิตกลางแสงแดดและในออฟฟิศเป็นไปอย่างสบายใจไร้กังวลในเรื่องผิวพรรณ จนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น นอกจากนี้ เทรนด์ครีมกันแดดในเมืองนอกยังมีการเติมส่วนผสมน่าสนใจอื่นๆ ลงไป เช่น แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ หรือแม้แต่โปรไบโอติกส์ และมีการปรับปรุงเนื้อสัมผัสให้เหมาะกับแต่ละสภาพผิว

เทรนด์ครีมกันแดดทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก็เพื่อการปกป้องผิวพรรณอย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด ชาวจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่สำหรับครีมกันแดดก็เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น โดยพวกเขาใช้ครีมกันแดดเหมือนเป็นสกินแคร์ชนิดหนึ่งที่ต้องทาตลอดทุกวันเพื่อป้องกันรังสียูวีและปกป้องผิวไม่ให้คล้ำดำ ส่วนชาวจีนรุ่นใหม่ก็เริ่มเป็นกังวลแสงสีฟ้าและหันมาใช้ครีมกันแดดที่มีสูตรป้องกันแสงสีฟ้ามากขึ้นตามไปด้วย

richiesunscreen_wesite03.jpg

 

ในตลาดยุโรปเราจะเห็นครีมกันแดดที่ปกป้องผิวทั้งจากรังสียูวีและแสงสีฟ้าได้ทั่วไป และเราจะเห็นนวัตกรรมทำนองนี้เยอะขึ้น รวมทั้งในบ้านเราเอง ขอยกตัวอย่างครีมกันแดด Mesoestetic Mesoprotech Sun Stick 100 ซึ่งติดอันดับ 15 ครีมกันแดดที่ดีที่สุด คัดสรรมาโดย The Trend Spotter ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ช่วยป้องกันรังสียูวีทั้ง UVA และ UVB รวมทั้งแสงสีฟ้าด้วย โดยสามารถทารอบดวงตาและริมฝีปากได้ แถมยังทาได้สะดวกไม่ยุ่งยาก

ส่วนสุดยอดนวัตกรรมครีมกันแดดปกป้องผิวอีกตัวหนึ่งที่อยากจะยกมาเป็นตัวอย่าง ได้แก่ Coola Full Spectrum 360 Sun Silk Drop ที่ช่วยปกป้องแสง UVA และ UVB รวมไปถึงแสงสีฟ้า นั่นหมายความว่ามันสามารถป้องกันความเสียหายจากทั้งแสงแดดและแสงจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกได้ เพียงแค่หยดลงบนฝ่ามือ แล้วทาให้ทั่วผิวหน้าและลำคอ

จากเดิมที่ครีมกันแดดมีเพียงคุณสมบัติเพียงแค่ปกป้องผิวไม่ให้โดนแดดแผดเผา แต่ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ที่เปลี่ยนไปทำให้ครีมกันแดดต้องพัฒนาไปอีกขั้นกลายเป็นครีมกันแดดที่สามารถป้องกันเราจากรังสีในช่วงความยาวคลื่นกว้างขึ้น รวมทั้งจากแสงสีฟ้าด้วย ซึ่งนี่จะกลายเป็นเทรนด์ครีมกันแดดที่อยู่กับเราในระยะยาว สำหรับท่านที่สนใจพัฒนาครีมกันแดดพรีเมียมที่ช่วยปกป้องผิวผู้ใช้ในแบบองค์รวม ลองเข้ามาปรึกษาเราได้ เพราะเราเข้าใจเทรนด์ครีมกันแดดเป็นอย่างดีและยินดีรับผลิตครีมกันแดดให้ถูกใจทั้งผู้ใช้และแบรนด์ผู้จำหน่ายไปพร้อมๆ กัน